Blog
ป่าเปียก (Wet Forest): แนวพระราชดำริป้องกันไฟป่าด้วยความชื้น “ใช้ความชื้น สยบไฟ”
นี่คือบทความฉบับสมบูรณ์สำหรับหัวข้อ “ป่าเปียก (Wet Forest)” เน้นการอธิบายที่เข้าใจง่าย เห็นภาพ และเป็นหนึ่งในศาสตร์พระราชาที่แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ
Playlist: 👑 King’s Wisdom
ช่อง: เกษตรศาสตร์: ฉบับเข้าใจง่าย
เข้าหน้าแล้งทีไร ข่าวไฟป่าและฝุ่น PM2.5 มาตามนัดทุกปี… พี่น้องเกษตรกรที่อยู่ใกล้ชายป่า หรือมีพื้นที่สวนติดเขา คงนอนผวา กลัวไฟจะลามเข้าสวนใช่ไหมครับ?
วิธีการเดิมๆ ที่เราทำกันคือการทำ “แนวกันไฟ” แบบถางโล่งๆ หรือคอยเฝ้าระวังดับไฟ ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและเหนื่อยมาก
ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเป็นนักสังเกตธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ทรงมองเห็นว่า “น้ำคือศัตรูของไฟ” ถ้าเราทำให้ป่าชุ่มชื้น ไฟมันก็ติดไม่ได้ หรือถ้าติดก็ลามช้า
จึงเกิดเป็นแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” (Wet Forest) หรือการสร้างภูเขาป่า ให้กลายเป็นผืนผ้าชุบน้ำ เพื่อเป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันไฟป่า
วันนี้ช่องเกษตรศาสตร์ฯ จะพามาดูวิธีสร้างป่าเปียก ที่เกษตรกรสามารถนำมาปรับใช้ในสวนของตัวเองได้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและความอุดมสมบูรณ์ไปพร้อมๆ กันครับ!
💡 หัวใจของ “ป่าเปียก” คืออะไร?
หลักการง่ายมากครับ คือ “การบริหารจัดการน้ำ ให้ดินและป่ามีความชื้นอยู่ตลอดเวลา”
ปกติไฟป่าจะเกิดง่ายเมื่อมีความแห้งแล้ง เศษใบไม้แห้งกรอบเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี แต่ถ้าเราทำให้พื้นที่นั้น “เปียก” หรือ “ชื้น” ไฟก็จะไม่กล้าเข้าใกล้
พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า เหมือนเราเอาผ้าชุบน้ำไปวางกั้นไว้ ไฟมันก็ข้ามมาไม่ได้ แถมยังช่วยให้ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีตลอดปีด้วย
🛠️ 6 วิธีสร้างป่าเปียก (ทำได้จริง ตั้งแต่ยอดเขาถึงตีนสวน)
แนวทางพระราชทานมีหลากหลายวิธีครับ เราสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ของเราได้:
1. ทำฝายชะลอน้ำ (Check Dam) ถี่ยิบ
-
วิธีการ: สร้างฝายแม้ว หรือฝายชะลอน้ำเล็กๆ ขวางร่องน้ำทุกระยะ เพื่อดักน้ำไว้ให้นานที่สุด
-
ผลลัพธ์: น้ำที่ถูกกักไว้จะค่อยๆ ซึมลงดิน แผ่ขยายความชื้นออกไปด้านข้างลำห้วย ทำให้ต้นไม้สองฝั่งเขียวขจี ไฟป่าจะไม่สามารถข้ามแนวร่องน้ำนี้ได้
2. ทำคลองไส้ไก่ (Mountain Swales)
-
วิธีการ: ขุดร่องน้ำเล็กๆ ไปตามแนวระดับความสูงของพื้นที่ (Contour) เพื่อรับน้ำจากฝาย หรือน้ำฝน ให้ไหลกระจายไปทั่วพื้นที่ป่า
-
ผลลัพธ์: เปรียบเสมือนการเดินท่อน้ำธรรมชาติ ทำให้ดินชุ่มชื้นทั่วถึง ไม่แห้งแล้ง
3. ปลูกกล้วยเป็นแนวกันไฟ (Green Belt)
-
วิธีการ: ปลูกต้นกล้วย ซึ่งเป็นพืชที่อุ้มน้ำได้ดีมาก ไว้ตามแนวขอบสวน หรือแนวที่เสี่ยงต่อไฟป่า
-
ผลลัพธ์: ต้นกล้วยจะเก็บความชื้นไว้ในลำต้นสูงมาก เมื่อเกิดไฟป่า แนวต้นกล้วยนี้จะช่วยสกัดไฟไม่ให้ลุกลามเข้ามาได้ (ดีกว่าแนวกันไฟแบบถางโล่ง เพราะดินไม่เสีย)
4. ปลูกพืชคลุมดินและไม้โตเร็ว
-
วิธีการ: ปลูกพืชที่ไม่ผลัดใบ หรือพืชคลุมดิน เพื่อเก็บรักษาความชื้นหน้าดิน ไม่ให้แดดเผาดินโดยตรง
-
ผลลัพธ์: ลดเชื้อเพลิงแห้ง (ใบไม้แห้ง) และทำให้หน้าดินเย็นฉ่ำอยู่เสมอ
5. ระบบสูบน้ำขึ้นภูเขา (ภูเขาป่า)
-
วิธีการ: ในพื้นที่แห้งแล้งจัด อาจต้องลงทุนเดินท่อสูบน้ำขึ้นไปปล่อยบนยอดเนิน แล้วปล่อยให้น้ำไหลซึมลงมาตามร่องดินเอง
-
ผลลัพธ์: เหมือนการสร้างฝนเทียมใต้ดิน ช่วยเลี้ยงป่าให้รอดพ้นหน้าแล้งวิกฤต
6. ปล่อยน้ำเข้านา (Wet Paddy)
-
วิธีการ: สำหรับพื้นที่ราบติดป่า ให้สูบน้ำเข้านา หรือปล่อยน้ำขังในแปลงเกษตรในช่วงที่มีความเสี่ยงไฟป่าสูง
-
ผลลัพธ์: ไอน้ำจากนาข้าวจะลอยขึ้นไปสร้างความชุ่มชื้นในอากาศ และตัวนาข้าวเองก็เป็นแนวกันไฟชั้นดี
🌟 ประโยชน์ที่ได้ (มากกว่าแค่กันไฟ)
การทำป่าเปียก ไม่ได้แค่ช่วยป้องกันไฟไหม้สวนของเรานะครับ แต่ยังได้ของแถมเพียบ:
-
แก้ปัญหาหมอกควัน (PM2.5): เมื่อไฟไม่ไหม้ ควันก็ไม่มี อากาศก็สดใส
-
สัตว์ป่ากลับมา: ไก่ป่า กระรอก นก จะเข้ามาอาศัยในพื้นที่ชุ่มชื้น ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชให้เรา
-
ผลผลิตดีขึ้น: เมื่อความชื้นในดินและอากาศเหมาะสม พืชสวนของเรา (ทุเรียน, เงาะ, มังคุด) ก็จะติดลูกดี ผิวสวย ไม่ร่วงหล่นเพราะขาดน้ำ
📝 บทสรุป: กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยวิถีธรรมชาติ
“ป่าเปียก” คือภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 ที่ทรงเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
แทนที่เราจะเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการดับไฟ หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศ… ทำไมเราไม่เริ่มสร้าง “แนวป้องกัน” ด้วยมือของเราเองล่ะครับ?
เริ่มจากทำฝายเล็กๆ ขุดคลองไส้ไก่ และปลูกกล้วยรอบสวน เพียงเท่านี้ ท่านก็กำลังสร้าง “ป่าเปียก” ฉบับย่อส่วน เพื่อปกป้องลมหายใจและผืนดินของท่านแล้วครับ
“น้ำเป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่น้ำมัน… ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้” (แนวคิดเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำและความชื้น) — King’s Wisdom
ถ้าเห็นว่าแนวคิดป่าเปียกนี้มีประโยชน์ ฝากกดแชร์ให้เพื่อนเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงไฟป่าได้นำไปปรับใช้กันนะครับ! พบกันใหม่ในบทความหน้าครับ
